Head Top
'บาทอ่อน' ช่วยอุ้ม 'ทองไทย' หลังเฟดขู่ขึ้น 'ดอกเบี้ย' ทุบราคาร่วง

''บาทอ่อน'' ช่วยอุ้ม ''ทองไทย'' หลังเฟดขู่ขึ้น ''ดอกเบี้ย'' ทุบราคาร่วง

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

  • ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศไว้ ทำให้ราคาทองไทยไม่ปรับตัวลดลงรุนแรงเท่ากับราคาทองคำในตลาดโลก

  • นักวิเคราะห์มองว่าการย่อตัวของราคาครั้งนี้เป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนในการทยอยเข้าซื้อสะสมทองคำ

  • ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อคืนวันที่ 17 มิ.ย. 2569 มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่

    อย่างไรก็ดี สัญญาณจากรายงานประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ออกมาในโทนเข้มงวด (Hawkish) กว่าที่คาด โดยกรรมการเฟดราวครึ่งหนึ่งยังคงส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยและกดดัน “ราคาทองคำ” ในตลาดโลกทันที

    ช่วงเช้าวานนี้ (19 มิ.ย.) ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง  สมาคมค้าทองคำ ประกาศเปิดตลาดในช่วงเช้าดิ่งลงทันที 1,250 บาท และระหว่างวันยังคงผันผวน ลดลงอย่างต่อเนื่อง ราคาสลับกันกว่า 24 ครั้งในช่วงครึ่งวัน ส่งผลให้ภาพรวมราคาทองคำลดลงไปแล้วถึง 1,750 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดวานนี้

    ปัจจัยกดดันหลักมาจากทิศทางราคาทองคำโลก (Gold Spot) ที่แกว่งตัวลงมาอยู่ที่บริเวณ 4,149-4,182 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับความผันผวนค่าเงินบาท “อ่อนค่า” ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่ง“ค่าเงินบาทอ่อนค่าพยุงราคา” ไว้ทำให้คนไทยไม่เจ็บตัวหนักเวลาทองโลก 

    ทางด้าน “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ประเมินว่าโอกาสที่ราคาจะดิ่งลงรุนแรงนั้นค่อนข้างจำกัด เพราะตลาดซึมซับและรับรู้ความกังวลเรื่องท่าทีที่แข็งกร้าว (Hawkish) ของเฟดไปก่อนหน้านี้แล้วในระดับหนึ่ง

    สำหรับ กลยุทธ์รับมือการพักฐานในระยะสั้นนี้นักลงทุนควรจับตาดูแนวรับสำคัญที่ระดับ 4,219-4,162 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง ทิศทางราคาทองคำจะเป็นลักษณะการ “พักตัวเพื่อเดินทางต่อ” โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ต้องไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) จนหลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 4,022 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ในกรณีที่ราคาทองคำยังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้าน 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ ราคาจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวออกด้านข้าง (Sideway) เป็นการพักฐานในรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2564-2565 เพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งเหนือแนวรับใหญ่บริเวณ 3,778-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ทั้งนี้ หากราคาสามารถสะสมแรงและดีดตัวกลับขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านระยะสั้นรอการทดสอบที่ 4,332-4,382 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    YLG ประเมินว่า ทิศทางทองคำจะกลับมาเป็นขาขึ้นชัดเจนช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 4,773 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากผ่านไปได้ มีโอกาสทะยานสู่เป้าหมายหลักที่ระดับ 5,531-5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อคำนวณด้วยค่าเงินบาทที่ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มีโอกาสพุ่งสูงถึงระดับ 85,400 - 86,400 บาท

    ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ว่า เป็น “โอกาสทอง” ในการทยอยเข้าซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA เนื่องจากราคาในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยกดดันต่าง ๆ ไปมากแล้ว การย่อตัวลงมาจึงเป็นจังหวะในการเข้าซื้อในราคาที่ได้รับส่วนลด

    นอกจากนี้ ความกังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเฟดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากมีข่าวดีด้านภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ เมื่อนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนาม MOU ผ่านระบบดิจิทัล ยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

    “คมศร ประกอบผล” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ธนาคารทิสโก้ มีมุมมองต่อทองคำ มองว่า การปรับฐานก่อนหน้านี้เป็นผลจากความกังวลเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย” และระดับ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล” ที่อยู่ในระดับสูง แต่ปัจจุบันราคาทองคำเริ่มฟื้นตัว และมีโอกาสปรับขึ้นต่อหากแรงกดดันจากประเด็นดอกเบี้ยคลี่คลาย แต่อย่างไรก็ตาม การทำ “จุดสูงสุดใหม่” เหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อาจยังเป็นไปได้ยากในระยะสั้น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาพลังงาน 

    ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนถือทองคำในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ตการลงทุน ช่วยกระจายความเสี่ยง และมองว่าระดับราคาทองคำบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้น ๆ เป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสม

    ขณะที่ Citigroup ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำในระยะ 3 เดือน ลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ที่ เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดียังคงเป้าหมายในระยะ 6-12 เดือนไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

     

    ที่มา :  ‘บาทอ่อน’ ช่วยอุ้ม ‘ทองไทย’ หลังเฟดขู่ขึ้น‘ดอกเบี้ย’ทุบราคาร่วง



    ข่าวราคาทอง
    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้